โรคกระดูกพรุน ข้อควรระวัง และลักษณะของโรค

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน

กลุ่มเสี่ยง
พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง  ผู้ที่ชอบออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนัก ๆ รวมถึงคนที่เคยกระดูกหักมาแล้ว

  อาการที่พึงระวัง
คนที่เคยกระดูกหักมาแล้ว  มีโอกาสที่จะเกิดโรคกระดูกหักได้อีก  หรือมีอาการเจ็บที่ต้นขาหรือข้อพับบ่อย ๆ และคนที่ออกกำลังกายหักโหมมาเกินไป คนที่มีอาการเหล่านี้บ่งบอกถึงอาการเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนหรือ กระดูกหักได้ง่าย

  ลักษณะของโรคกระดูกพรุน
โรคหัวกระดูกข้อสะโพกตาย เกิดจากหัวของกระดูกข้อสะโพกที่มีลักษณะเป็นทรงกลมขยับอยู่ในเบ้าเกิดตาย เนื่องจากหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงกระดูกเกิดการฉีกขาดจึงไม่สามารถลำเลียงสาร อาหารไปหล่อเลี้ยงกระดูกได้ ทำให้กระดูกอ่อนแอจนตายไปในที่สุด เมื่อเกิดการขยับรุนแรงข้อกระดูกบริเวณที่ตายจะทรุดตัวลง
กลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคกระดูกหักที่พบและเป็นอันตรายมากที่สุดคือ กลุ่มผู้สูงอายุที่กระดูกหักบริเวณสะโพกเพราะผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัว และมักเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด รองลงมาคือการหักของกระดูกบริเวณสันหลัง  เมื่อกระดูกพรุนและได้รับการกระแทกแรงๆ ให้กระดูกทรุดตัวลงทีละน้อย ทำให้มี อาการปวดหลัง กระดูกบริเวณข้อมือหักบ่อยซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่ล้มแล้ว เอามือค้ำยันทำให้กระดูกข้อมือที่รับน้ำหนักหักได้

     วิธีการรักษา
หัวกระดูกข้อต่อสะโพกตาย สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

ทุก 30 วินาทีทั่วโลกจะมีคน 1 คนที่กระดูกหักจากภาวะโรคกระดูกพรุน 1 ใน 3 ของผู้หญิง และ 1 ใน 8 ของผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนได้

     รู้ไว้ ไกลโรค
โรคกระดูกพรุน หรือกระดูกหัก สามารถป้องกันได้ โดยรับประทานอาหารที่มี แคลเซียมปริมาณสูง เช่น นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม ปลา ผักใบเขียว การออกกำลังกายให้พอเหมาะกับวัย เช่น การเดินเร็ว รำมวยจีน รับประทานยาเสริมแคลเซียม ต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนขึ้นไป หรือรับประทานต่อเนื่องใช้เวลา 1-3 ปี และการตรวจวัดมวลกระดูกทุก ๆ กระดูกพรุนหรือไม่ โดยบอกเป็นคะแนนที.สกอร์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
1.  กระดูกปกติ คือมีคะแนนมากว่า -1
2.  กระดูกบาง คือมีคะแนนอยู่ระหว่าง -2.5 ถึง -1
3.  กระดูกพรุน คือมีคะแนนต่ำกว่า -2.5

***ภาพเอกซเรย์กระดูกสะโพกหัก เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ***
***หลอดเลือดขาดทำให้กระดูกตาย เมื่อกระดูกเกิดการแตกหักเสียแล้วทำให้หลอดเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงกระดูกฉีกขาด กระดูกจึงไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง ทำให้กระดูกตาย***

แพทย์ผู้ให้ข้อมูล : นายแพทย์ ธนาวุฒิ  เลิศเอกธรรม  แพทย์หัวหน้าศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 3

 

โรคกระดูกพรุนคือโรคที่ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดน้อยลงเรื่อยๆ รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะ
โครงสร้างของกระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูก ไม่สามารถจะรับน้ำหนักหรือแรงกดดันได้ตามปกติ ทำให้เกิด
อาการกระดูก หักตามมา (Decreased bone mass, defective bone microarchitecture
นอกจากจะเรียกโรคกระดูกพรุน อาจเรียก โรคกระดูกบาง โรคกระดูกผุ ก็ได้

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน


ขบวนการเกิดกระดูกในร่างกาย
กระดูกในร่างกายนั้นเมื่อมองจากภายนอกจะเห็นเป็นท่อนแข็งๆคล้ายๆกันแต่เมื่อมองละเอียดลงไปจะสามารถ
จำแนกลักษณะของกระดูกออกได้เป็น 2 ชนิดคือ Cortical bone และ Cancellous bone
- Cortical bone คือกระดูกส่วนเปลือกนอก ซึ่งมีลักษณะแข็งและจับตัวกัน อย่างหนาแน่น ซึ่งเป็นส่วนที่
เห็นด้านนอกของโครงกระดูก
- Cancellous bone จะเป็นส่วนที่เป็นแผ่นเยื่อใยที่สอดไขว่สลับไปมาอยู่ใน ช่องโพรงกระดูกภายใน
กระดูกแต่ละท่อนของร่ากายจะประกอบด้วยกระดูก ทั้งสองแบบ ซึ่งอยู่ในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปแล้วแต่
ตำแหน่งของกระดูกนั้นๆ  เช่นตรงส่วนกลางของกระดูกแขนขา (long bone) จะประกอบด้วย cortical
bone เป็นส่วนใหญ่ ที่บริเวณส่วนปลายจึงจะมี cancellous bone ในปริมาณ ที่มากขึ้น
ส่วนกระดูกสันหลังจะประกอบด้วย cancellous bone เป็นส่วน ใหญ่ ซึ่งกระดูกทั้งสองถูกออกแบบให้
เหมาะสมกับการรับแรงกดแรงกระแทก ในลักษณะต่างกัน ทั้งสองแบบมีการตอบสนองต่อ metabolism
ของแคลเซี่ยม แตกต่างกัน

กระดูกยังประกอบด้วยสารอินทรีย์ชื่อ คอลลาเจน (จากโปรตีน)      ซึ่งจะก่อตัว เป็นฐานให้สารอนินทรีย์
เช่น แคลเซี่ยมฟอสเฟตมาตกผลีกจับตัวกับคอลลาเจน จนแปรสภาพกลายเป็นของแข็ง ที่สามารถรับน้ำหนัก
และมีความยืดหยุ่นใน ตัวเอง  เมื่อมองลึกลงไปถึงระดับเซลล์จะพบว่ากระดูกประกอบด้วยเซลล์หลัก
2 ชนิดคือ เซลล์ที่เป็นตัวสร้างกระดูก( Osteoblast) และเซลล์ที่ทำหน้าที่สลาย กระดูก(Osteoclast)
เพราะกระดูกของเราไม่ได้อยู่ในลักษณะนิ่งๆเหมือน การก่อกำแพง แต่จะเป็นลักษณะแบบไดนามิก คือมีการ
เคลื่อนไหวถ่ายเทกัน อยู่ตลอดเวลา คือมีการสร้างขึ้นใหม่และสลายของเดิมกันไปอยู่ตลอดเวลา

ช่วงที่มีการสะสมของแคลเซี่ยมมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเด็กที่กำลังเจริญเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์คือประมาณ
อายุ 14 ปี ในเด็กผู้หญิง และประมาณ 16 ปีใน เด็กชาย หลังจากหยุดสูงแล้ว (epiphyxial plate ปิด)
กระดูยังมีการหนาตัวได้ อีกเล็กน้อยจนถึงช่วงอายุประมาณ 30 ปี และจะคงที่อยู่สักระยะหนึ่ง แล้วจึงจะ
เริ่มมีการสูญเสียเนื้อกระดูกไปเรื่อยๆปีละ 0.5-1%  ต่อปีทั้งหญิงและชาย  แต่ในผู้หญิงหลังวัยหมด
ประจำเดือนจะเกิดการสูญเสียเนื้อกระดูกเพิ่มมากขึ้นทำ ให้กระดูกบางลงกว่าเดิม อาจมองไม่เห็นความแตกต่าง
เมื่อมองจากภายนอก กระดูก 2 แบบคือแบบท่อนยาว cortical bone และแบบท่อนแบน cancell ous
bone (ส่วนใหญ่ของกระดูกสันหลัง)    จะมีการสูญเสียของเนื้อกระดูกที่ แตกต่างกัน
โดยที่กระดูกท่อนแบน จะมีการสูญเสียของเนื้อกระดูกก่อนและ รวดเร็วกว่าแบบกระดูกท่อนยาว เมื่อความ
หนาแน่นลดลงจนถึงระดับหนึ่งจะ เกิดการทรุดตัวได้แม้ในขณะที่กำลังทำงานบ้านอยู่ ส่วนกระดูกท่อนยาว
นั้นมัก ไม่มีการทรุดตัวอย่างกระดูกสันหลัง แต่มักจะหักเมื่อเกิดแรงกระแทกเข้ามาซึ่งแรงกระแทกอาจไม่
จำเป็นต้องรุนแรงนัก เช่นอาจเกิดกระดูกต้นขาหักจาก การล้มลงในระดับยืน การเซถลาไปปะทะกำแพง เป็นต้น

จากที่กล่าวข้างต้น   จะช่วยให้มองเห็นสถานะภาพรวมของกระดูกในร่างกาย ตั้งแต่เกิดจนถึงวัยสูงอายุ
ในช่วงเด็กจะมีการสร้างมากกว่าการทำลาย ในช่วง กลางคนการสร้างและการทำลายจะพอดีกัน และการ
ทำลายของกระดูกจะมี มากกว่าเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ    แต่ก็ไม่ใช่หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนจะต้องเกิด
กระดูกสันหลังทรุดหรือกระดูกหัก ทั้งนี้เป็นผลจากมีการสะสมของเนื้อกระดูกไว้ตั้งแต่ในช่วงเด็กและวัยรุ่น
ซึ่งเป็นช่วงที่มีการสะสมของกระดูกสูงสุด
เพราะเมื่อมีการสูญเสียเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้นในช่วงวัยหมดประจำเดือนไป  ก็ยังมีความหนาแน่นของกระดูก
ในเกณฑ์ปกติได้  ซึ่งจะต่างกับรายที่ไม่ได้มีการ สะสมของกระดูกไว้ในวัยเด็ก  เนื้อกระดูกก็อาจจะลดลง
จนถึงระดับที่เป็นอัน ตรายได้

โรคกระดูกพรุน Osteoporosis นี้พบมากในผู้สูงอายุโดยประมาณ 60 ปีขึ้นไปโดยจะพบปัญหาใน
หญิงมากกว่าชาย เพราะในหญิงจะมีการลงลงของเนื้อกระ ดูกเป็นอย่างมากในช่วง 5 ปี หลังวัยหมด
ประจำเดือน สตรีวัยหมดประจำเดือน ในอเมริกา  ประมาณ 1/3-1/2 ของสตรีกลุ่มนี้จะเป็นโรคกระดูกพรุน
และเมื่อ อายุสูงขึ้นโอกาสกระดูกหักก็จะสูงเพิ่มตามไปด้วย โดยจะเป็นการทรุดหักของ กระดูกสันหลัง
การหักของกระดูกสะโพก และสุดท้ายคือกระดูกต้นขาหัก  จะเห็นว่าปัญหากระดูกพรุนนี้ก่อให้เกิดการ
สูญเสียต่อชีวิต คุณภาพของชีวิตและ ทรัพย์สินอย่างมาก ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้
โรคกระดูกพรุนพบมากในสตรีผิวขาวโดยเฉพาะพวกที่อยู่ใกล้ขั้วโลก รองลงมา เป็นชาวผิวเหลืองในเอเซีย
และพบน้อยลงในชาวผิวดำ
สาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุน สามารถกล่าวรวมๆของปัญหาที่มีผลทำให้การสะสมของเนื้อกระดูก
ได้ไม่ดี และปัจจัยที่ทำให้มีการสูญเสียมากกว่าปกติ

Advertisement

No comments yet... Be the first to leave a reply!

Leave a Comment

 

— required *

— required *